Back

AI PC เพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

All-in-One PCs ,

Desktops

ในขณะที่องค์กรต่างๆ เร่งดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ความยั่งยืนได้กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญสำหรับผู้นำธุรกิจและผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ไม่เพียงแต่ถูกคาดหวังให้สร้างสรรค์นวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรับผิดชอบ ความเชื่อมโยงระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งาน AI เติบโตขึ้นทั่วโลก ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่าระบบ AI ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 450 ถึง 500 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดทั่วโลก และความต้องการนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามปริมาณงานของ AI ที่ถูกสร้างขึ้นมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจใช้เทคโนโลยี แม้ว่า AI จะนำมาซึ่งฟีเจอร์ที่ทรงพลัง เช่น ระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ขั้นสูง แต่ก็เพิ่มความต้องการด้านพลังงานประมวลผลและไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ตามรายงานของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) การใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจากศูนย์ข้อมูล ระบบ AI และสกุลเงินดิจิทัลอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 โดยอาจเกิน 1,000 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการนำ AI มาใช้งาน

งานวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่คล้ายกัน โดย Gartner คาดการณ์ว่าการบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกโดยศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 448 TWh ในปี 2025 เป็นเกือบ 980 TWh ภายในปี 2030 การเพิ่มขึ้นนี้ขับเคลื่อนโดยเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อ AI และปริมาณงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงเป็นหลัก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ คาดว่าการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลจะเกิน 1,000 TWh ภายในปี 2030 และอาจสูงถึงประมาณ 1,300 TWh ภายในปี 2035 ตามการเติบโตของการใช้งาน AI ทั่วโลก

Ai driven growth

การคาดการณ์เหล่านี้ถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจสมัยใหม่ โดยในขณะที่ AI ช่วยส่งเสริมนวัตกรรม แต่ก็ทำให้ความต้องการด้านการประมวลผลสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับการใช้งาน AI อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหมายถึงการใช้ระบบประมวลผลอัจฉริยะเพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) พร้อมไปกับการลดการใช้พลังงาน หลายองค์กรยังใช้ AI เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการใช้ทรัพยากร ยกตัวอย่างเช่น ระบบการจัดการพลังงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถช่วย ลดการใช้พลังงานได้มากถึง 20% ผ่านการพยากรณ์ที่ชาญฉลาดขึ้น ระบบอัตโนมัติ และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐาน

แหล่งที่มา / นักวิเคราะห์
ปี (ค.ศ.)
คาดการณ์การใช้ไฟฟ้าทั่วโลก เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh)
หมายเหตุ / ปัจจัยขับเคลื่อน
2030
> 1,000 TWh
รวมถึงศูนย์ข้อมูล, ระบบ AI และสกุลเงินดิจิทัล โดยการเติบโตขึ้นอยู่กับความเร็วในการนำ AI มาใช้
2025
~448 TWh
ปริมาณการใช้ไฟฟ้าพื้นฐานสำหรับศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
2030
~980 TWh
ขับเคลื่อนโดยเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อ AI และปริมาณงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงเป็นหลัก
2030
> 1,000 TWh
การใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการนำ AI มาใช้งาน
2035
~1,300 TWh
คาดการณ์ความต้องการจากศูนย์ข้อมูลเมื่อการใช้งาน AI ขยายตัวทั่วโลก

วิธีหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการเพิ่มผลิตภาพคือการใช้อุปกรณ์ที่รองรับ AI ซึ่งช่วยให้สามารถทำงานบนอุปกรณ์ในเครื่อง (Local) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องพึ่งพาระบบส่วนกลางเพียงอย่างเดียว เมื่อองค์กรต่างๆ เริ่มนำอุปกรณ์ที่รองรับ AI เหล่านี้มาใช้และอัปเกรดโครงสร้างพื้นฐานไอที จุดเน้นจึงเปลี่ยนไปสู่ "AI ที่มีประสิทธิภาพ" (Efficient AI) ซึ่งหมายถึงการใช้ระบบอัจฉริยะที่ช่วยเพิ่มผลิตภาพไปพร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเชื่อมต่อการประมวลผลอัจฉริยะ ฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ และเวิร์กโหลด Hybrid AI เข้าด้วยกัน พีซีสำหรับธุรกิจสมัยใหม่จึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับกลยุทธ์ไอทีที่ยั่งยืน

AI ช่วยให้การประมวลผลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

พีซีที่รองรับ AI ช่วยให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอนุญาตให้ประมวลผลบางงานได้โดยตรงบนเครื่อง แทนที่จะส่งทุกงานไปยังเซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง ธุรกิจสามารถแบ่งปันภาระงานระหว่างอุปกรณ์และบริการคลาวด์ตามความเหมาะสมที่สุด

โมเดลนี้ได้รับการสนับสนุนโดยระบบอย่าง Windows 11 และเครื่องมือต่างๆ เช่น Microsoft Copilot ซึ่งช่วยให้พนักงานทำงานเสร็จเร็วขึ้นในขณะที่ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าที่สุด

AI ยังสนับสนุนความยั่งยืนในด้านที่สำคัญ ดังนี้:

  • การจัดสรรภาระงานอย่างชาญฉลาด ระหว่างอุปกรณ์ในเครื่องและบริการคลาวด์
  • ลดการรับส่งข้อมูล ซึ่งช่วยลดความต้องการด้านเครือข่ายและการประมวลผล
  • การทำงานอัตโนมัติสำหรับงานที่ซ้ำซาก เพื่อลดรอบการประมวลผลที่ไม่จำเป็น
  • ข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ซึ่งช่วยให้องค์กรตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้

หลายองค์กรเลือกใช้การประมวลผลในเครื่องควบคู่ไปกับบริการคลาวด์ที่ยืดหยุ่นอย่าง Microsoft Azure เพื่อจัดการการวิเคราะห์ขั้นสูงและงานด้าน AI ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการประมวลผลในเครื่องและคลาวด์ ธุรกิจสามารถตอบสนองได้รวดเร็วขึ้นในขณะที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

AI PC ขนาดกะทัดรัดช่วยลดผลกระทบทางกายภาพและพลังงาน

การออกแบบฮาร์ดแวร์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับไอทีที่ยั่งยืน คอมพิวเตอร์ขนาดกะทัดรัดสามารถใช้วัสดุน้อยลงในขณะที่ยังคงมอบประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งสำหรับงานธุรกิจ

MSI Cubi NUC AI Series แสดงให้เห็นว่ามินิพีซีสามารถมอบการประมวลผลที่ทรงพลังในขนาดที่เล็กได้อย่างไร การออกแบบนี้ช่วยประหยัดพื้นที่และใช้วัสดุน้อยกว่าเดสก์ท็อปทาวเวอร์แบบดั้งเดิม ทำให้เหมาะสำหรับสำนักงาน เคาน์เตอร์บริการ และพื้นที่จำกัด

MSI Cubi NUC AI+ Series ยกระดับเวิร์กโหลด AI ในรูปแบบที่กะทัดรัดสำหรับธุรกิจ ระบบเหล่านี้ช่วยให้องค์กรสามารถเลือกใช้การประมวลผลในเครื่องสำหรับบางงาน และจัดการเวิร์กโหลดที่หนักกว่าผ่านบริการคลาวด์เมื่อจำเป็น

แนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจคงผลิตภาพไว้ได้ในขณะที่ใช้ทรัพยากรการประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

Compact AI PCs Reduce Physical and Energy Footprint

เดสก์ท็อปประสิทธิภาพสูงสำหรับการปรับใช้ในธุรกิจที่ปรับขยายได้

หลายธุรกิจยังคงใช้คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปแบบดั้งเดิมสำหรับงานประจำวันและงานเฉพาะทาง แม้ว่ามินิพีซีจะเหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก

MSI PRO DP10 และ MSI PRO DP21 ได้รับการออกแบบมาเพื่อจัดการงานออฟฟิศทั่วไปอย่างมีประสิทธิภาพในขนาดที่กะทัดรัด สำหรับบริษัทที่ต้องการพลังประมวลผลมากขึ้น MSI PRO DP80 และ MSI PRO DP180 มอบตัวเลือกที่ปรับขยายได้สำหรับการจัดการการวิเคราะห์ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และงานที่ใช้ข้อมูลจำนวนมากอื่นๆ

ด้วยการเลือกระดับประสิทธิภาพที่เหมาะสมสำหรับแต่ละแผนก ธุรกิจสามารถหลีกเลี่ยงการซื้อฮาร์ดแวร์ที่เกินความจำเป็น ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานในกลุ่มอุปกรณ์จำนวนมากได้อีกด้วย

การจัดการอุปกรณ์ที่ชาญฉลาดขึ้นช่วยสนับสนุนไอทีที่ยั่งยืน

ความยั่งยืนไม่ใช่แค่การประหยัดพลังงานเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน เครื่องมืออย่าง Microsoft Intune ช่วยให้ทีมไอทีสามารถติดตามประสิทธิภาพของอุปกรณ์ ติดตั้งการอัปเดต และดูแลความปลอดภัยในทุกอุปกรณ์

การจัดการวงจรชีวิตที่ดีช่วยองค์กรในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • ยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ ผ่านการตรวจสอบเชิงรุก
  • ลด การเปลี่ยนฮาร์ดแวร์โดยไม่จำเป็น
  • ทำให้ การอัปเดตและการบำรุงรักษาจากระยะไกลง่ายขึ้น
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ในโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั้งหมด

การสร้างสถานที่ทำงานดิจิทัลที่ยั่งยืน

เมื่อบริษัทต่างๆ เริ่มใช้ AI ในการทำงานประจำวัน ความท้าทายหลักไม่ใช่แค่ว่า AI จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่ แต่จะใช้งานอย่างไรให้มีความรับผิดชอบและมีประสิทธิภาพ

การประมวลผล AI ที่มีประสิทธิภาพเป็นกุญแจสำคัญสำหรับกลยุทธ์ไอทีที่ยั่งยืน ด้วยการแบ่งปันภาระงานอย่างชาญฉลาดระหว่างอุปกรณ์ในเครื่องและบริการคลาวด์ บริษัทต่างๆ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงานได้ การออกแบบระบบที่กะทัดรัดยังช่วยสนับสนุนความยั่งยืนด้วยการใช้วัสดุน้อยลงและช่วยให้การจัดวางพื้นที่ทำงานมีความยืดหยุ่น

การจัดการวงจรชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญ เครื่องมือสมัยใหม่ช่วยให้ทีมไอทียืดอายุอุปกรณ์ เพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบ และลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในการปรับใช้ระบบขนาดใหญ่

Building a Sustainable Digital Workplace

AI PC อย่าง MSI Cubi NUC AI, Cubi NUC AI+ Series และตระกูลเดสก์ท็อป MSI PRO เป็นก้าวที่ใช้งานได้จริงสู่อนาคตดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยผสมผสานการประมวลผลอัจฉริยะเข้ากับการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยให้บริษัทต่างๆ อัปเดตไอทีของตนไปพร้อมกับบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม

เมื่อธุรกิจเข้าสู่ยุค AI องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะไม่ได้เน้นเพียงแค่ว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่จะเน้นที่การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ ด้วยการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความยั่งยืน บริษัทต่างๆ สามารถสร้างระบบดิจิทัลที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาวและอนาคตที่สะอาดกว่าเดิม

เยี่ยมชมลิงก์ต่อไปนี้เพื่อรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมินิพีซีหรือเดสก์ท็อปจาก MSI:


Related Blogs

ทำไมหน้าจอ QD-OLED ถึงดูเป็นสีม่วง? เทคโนโลยี MSI DarkArmor Film ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

April 17,2026

ทำไมหน้าจอ QD-OLED ถึงดูเป็นสีม่วง? เทคโนโลยี MSI DarkArmor Film ช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ทำไมหน้าจอ QD-OLED ของฉันถึงดูเป็นสีม่วง? เป็นเรื่องปกติที่หน้าจอ QD-OLED จะแสดงโทนสีม่วงจางๆ เมื่อหน้าจอเป็นสีดำ ซึ่งนี่เป็นลักษณะเฉพาะของโครงสร้างแผงหน้าจอ QD-OLED ไม่ใช่ข้อบกพร่องแต่อย่างใด ดังนั้นคุณไม่ต้องกังวลไป ปรากฏการณ์นี้มักจะสังเกตเห็นได้เฉพาะเมื่อมีแสงสว่างโดยรอบ (Ambient Light) ส่องลงบนหน้าจอโดยตรงเท่านั้น เนื่องจากเทคโนโลยี QD-OLED ตัดแผ่นโพลาไรเซอร์ (Polarizer) ออกเพื่อเพิ่มความสว่างและสีสันให้สูงสุด แสงสว่างโดยรอบจึงสามารถสะท้อนเข้ากับส่วนประกอบภายในของแผงหน้าจอ ส่งผลให้มองเห็นเป็นสีม่วงแทนที่จะเป็นสีดำสนิท 100% ในสภาพแวดล้อมที่สว่าง ผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้ว่าโทนสีม่วงนี้อาจจะไม่ถูกสังเกตเห็นโดยผู้ใช้ทุกคน แต่มันก็ถือเป็นโอกาสที่พลาดไปสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ "True Black" ขั้นสุดยอด สำหรับผู้ที่ต้องการศักยภาพสูงสุดของ "Infinite Contrast" จากการเปล่งแสงด้วยตัวเองของ QD-OLED การเห็นสีม่วงปนอยู่ในฉากที่ควรจะมืดสนิทอาจทำให้รู้สึกผิดหวังได้ MSI DarkArmor Film ทำให้ QD-OLED เป็น True Black อย่างแท้จริง เทคโนโลยี OLED กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ QD-OLED ได้เข้าสู่ยุคใหม่ด้วยการนำเสนอ แผงหน้าจอ [...]

ปลอดภัย, ฉลาด, ความทนทาน: เจาะลึกการออกแบบเมนบอร์ด PinSafe จาก MSI

March 26,2026

ปลอดภัย, ฉลาด, ความทนทาน: เจาะลึกการออกแบบเมนบอร์ด PinSafe จาก MSI

การออกแบบ PinSafe คือฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่ได้รับสิทธิบัตร ซึ่งนำมาใช้ในเมนบอร์ดระดับไฮเอนด์ของ MSI ในอดีต พินที่แหลมคมบริเวณด้านหลังของเมนบอร์ดมักทำให้เกิดการบาดเจ็บที่นิ้วมือได้ง่ายในระหว่างการประกอบพีซี ด้วยการออกแบบ PinSafe พินเหล่านี้ได้รับการออกแบบใหม่ให้แบนราบ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยอย่างมาก และช่วยให้ผู้ใช้เพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การประกอบคอมพิวเตอร์ (DIY) ที่ราบรื่นและไร้กังวลยิ่งขึ้น กระบวนการ PinSafe คืออะไร? กระบวนการ PinSafe จำเป็นต้องใช้เครื่องมือที่มีความแม่นยำสูง โดยการนำเทคนิคการบัดกรีแบบ Reflow Soldering มาใช้ควบคู่กับการควบคุมปริมาณครีมบัดกรีอย่างแม่นยำ ช่วยให้มั่นใจได้ว่ารอยบัดกรีจะมีความสม่ำเสมอ ลดการเกิดช่องว่างภายใน และรับประกันการนำไฟฟ้าที่เสถียรยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การออกแบบแผ่นรอง (Pads) แบบปิดมิดชิดร่วมกับชั้นเคลือบแผ่นวงจร (Solder Mask) ยังช่วยลดการสัมผัสอากาศและความเสี่ยงในการเกิดออกซิเดชัน ส่งผลให้การส่งสัญญาณสะอาดและชัดเจนยิ่งขึ้น ทำไมต้องเลือกการออกแบบ PinSafe? 1. ประสบการณ์การประกอบที่เหนือชั้น เมนบอร์ด PinSafe เป็นจุดเริ่มต้นที่สมบูรณ์แบบสำหรับมือใหม่ที่หลงใหลในการประกอบพีซีด้วยตนเอง โดยช่วยขจัดความเสี่ยงจากการโดนบาดหรือขีดข่วนที่เกิดจากจุดบัดกรีที่แหลมคม สำหรับผู้เชี่ยวชาญที่อัปเกรดหรือเปลี่ยนส่วนประกอบบ่อยครั้ง ความราบรื่นของดีไซน์ PinSafe ทำให้เมนบอร์ดรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุดสำหรับการจัดสเปกคอมพิวเตอร์ของคุณ 2. เพิ่มความทนทานและอายุการใช้งาน กระบวนการ PinSafe ทำให้เมนบอร์ดผ่านกระบวนการบัดกรีด้วยความร้อนเพียงรอบเดียว ซึ่งต่างจากวิธีการดั้งเดิมที่ต้องทำถึงสองครั้ง สิ่งนี้ช่วยลดความเครียดจากความร้อน (Thermal Stress) ได้อย่างมาก ลดความเสี่ยงของการแยกชั้นหรือการบิดงอ จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานและเชื่อถือได้มากขึ้น 3. ส่วนประกอบระดับพรีเมียมที่แข็งแกร่ง เทคโนโลยี PinSafe เลือกใช้ส่วนประกอบคุณภาพสูงที่ทนทานต่ออุณหภูมิสูงโดยเฉพาะ ชิ้นส่วนเหล่านี้มีความต้านทานต่อการเสื่อมสภาพของวัสดุได้ดีเยี่ยม และรักษาโครงสร้างให้สมบูรณ์โดยไม่ผิดรูป แม้จะใช้งานภายใต้ความร้อนสูงเป็นเวลานาน 4. ความสมบูรณ์ของสัญญาณที่บริสุทธิ์ จุดเชื่อมต่อบัดกรีของ PinSafe อาศัยความแม่นยำที่คำนวณด้วยคอมพิวเตอร์ ความแม่นยำนี้ช่วยให้สามารถใช้แผ่นรองแบบปิดมิดชิดที่รวมเข้ากับ Solder [...]

AI PC เพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

March 25,2026

AI PC เพื่ออนาคตธุรกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ในขณะที่องค์กรต่างๆ เร่งดำเนินการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digital Transformation) ความยั่งยืนได้กลายเป็นจุดโฟกัสสำคัญสำหรับผู้นำธุรกิจและผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านไอที ในปัจจุบันบริษัทต่างๆ ไม่เพียงแต่ถูกคาดหวังให้สร้างสรรค์นวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังต้องลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรับผิดชอบ ความเชื่อมโยงระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความยั่งยืนมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งาน AI เติบโตขึ้นทั่วโลก ผลการวิจัย แสดงให้เห็นว่าระบบ AI ใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 450 ถึง 500 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 2% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดทั่วโลก และความต้องการนี้กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามปริมาณงานของ AI ที่ถูกสร้างขึ้นมากขึ้น ในขณะเดียวกัน AI กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจใช้เทคโนโลยี แม้ว่า AI จะนำมาซึ่งฟีเจอร์ที่ทรงพลัง เช่น ระบบอัตโนมัติและการวิเคราะห์ขั้นสูง แต่ก็เพิ่มความต้องการด้านพลังงานประมวลผลและไฟฟ้าด้วยเช่นกัน ตามรายงานของ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) การใช้ไฟฟ้าทั่วโลกจากศูนย์ข้อมูล ระบบ AI และสกุลเงินดิจิทัลอาจเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 โดยอาจเกิน 1,000 เทราวัตต์-ชั่วโมง (TWh) ต่อปี ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการนำ AI มาใช้งาน งานวิจัยอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มที่คล้ายกัน โดย Gartner คาดการณ์ว่าการบริโภคไฟฟ้าทั่วโลกโดยศูนย์ข้อมูลจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 448 TWh ในปี 2025 เป็นเกือบ 980 TWh ภายในปี 2030 การเพิ่มขึ้นนี้ขับเคลื่อนโดยเซิร์ฟเวอร์ที่ปรับแต่งเพื่อ AI และปริมาณงานประมวลผลประสิทธิภาพสูงเป็นหลัก นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ คาดว่าการใช้ไฟฟ้าในศูนย์ข้อมูลจะเกิน 1,000 TWh ภายในปี 2030 และอาจสูงถึงประมาณ 1,300 [...]

,

Subscribe to Our Blog

Stay up to date with the latest hardware,tips and news

Please check the box if you would like to receive our latest news and updates.By clicking here, you consent to the processing of your personal data by [Micro-Star International Co., LTD.] to send you information about [MSI’s products, services and upcoming events]. Please note that you can unsubscribe from the MSI Newsletters here at any time.

Further details of our data processing activities are available in the MSI Privacy Policy